คดีหลอกขายสินค้า

            รูปแบบการหลอกขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีมาหลายปีแล้ว แต่ยังคงมีผู้เสียหายถูกหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง และติดต่อขอความช่วยเหลือมายัง กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี เป็นจำนวนมาก ทำให้ทีมงานทางเทคนิค ซึ่งมีเพียง
4-5 นาย ไม่สามารถให้คำแนะนำได้ทุกคดี ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำในเบื้องต้น ดังนี้

            1. การติดต่อซื้อของผ่านทางออนไลน์มีความเสี่ยงมาก เนื่องจากคนร้ายใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ประกอบกับบัญชีธนาคารที่คนร้ายให้โอนเงินให้นั้น คนร้ายจะใช้บัญชีของคนอื่น ซึ่งอาจใช้หลักฐานปลอม หรือจ้างให้ผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคารให้ ดังนั้นควรพิจารณาซื้อสินค้าจากผู้ขายที่มีความน่าเชื่อถือ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อย่างน้อยควรมีเบอร์โทรศัพท์บ้านให้สามารถติดต่อได้ และควรติดต่อผู้ขายผ่านโทรศัพท์บ้านอีกทีเพื่อเป็นการยืนยันและป้องกันการถูกหลอกลวง

            2. หากท่านตกเป็นเหยื่อแล้ว ให้เก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ เช่น บ้านของผู้เสียหาย, จุดที่ผู้เสียหายใช้อินเทอร์เน็ตพบข้อความที่หลอกขาย, จุดที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้คนร้าย เป็นต้น 

            3. ร้องขอให้พนักงานสอบสวนประสานกับฝ่ายสืบสวน เพื่อขอภาพคนร้ายขณะกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม เพื่อใช้เป็นแนวทางสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด โดยเร็ว เนื่องจากธนาคารบางแห่งเก็บภาพจากตู้เอทีเอ็มไว้เพียง 1-2 สัปดาห์ 

            4. ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีธนาคารมาสอบปากคำ เพื่อพิจารณาว่าเจ้าของบัญชีถูกแอบอ้าง ถูกจ้างให้เปิดบัญชี หรือคนร้ายใช้หลักฐานปลอม เพื่อใช้เป็นเบาะแสสาวไปถึงตัวคนร้ายอีกทางหนึ่ง และที่สำคัญคือให้รีบทำหนังสือเพื่อขออายัดบัญชีธนาคารของคนร้าย เพื่อให้ทางธนาคารยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชี

            5. ให้พนักงานสอบสวนขอข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนร้าย จากผู้ให้บริการ ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดการใช้งาน

           
            คดีส่วนใหญ่อาจไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากขาดกลไกการระบุตัวตน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาบนโลกอินเทอร์เน็ต จึงต้องรักษาสมดุลย์ระหว่างเสรีภาพและความปลอดภัย ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องบังคับให้มีกลไกการระบุตัวตนอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด เริ่มตั้งแต่ การไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หรือใช้แผ่นป้ายปลอม ต้องถือเป็นความผิดอาญา ตำรวจที่พบเห็นสามารถจับกุมได้ทันที โดยไม่ต้องเป็นตำรวจจราจร, การกดเงินจากตู้เอทีเอ็มโดยสวมหมวกนิรภัย หรืออำพรางใบหน้าต้องบัญญัติให้เป็นความผิด, การใช้ eMoney และโทรศัพท์แบบเติมเงินต้องมีการลงทะเบียน เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติม)